26 มี.ค. 2550

ดอกไม้ในความมืด

เหตุการณ์ในคืนวันหนึ่ง ที่ฉันได้มีโอกาสสนทนากับผู้ชายคนหนึ่ง เป็นเรื่องราวของความรู้สึกที่อยากจะบันทึกไว้ เป็นสิ่งเตือนใจว่า "เมื่อเราพบคนที่ดี อย่าปล่อยให้เขาเดินออกไปจากชีวิตเรา เพราะความแย่ๆ ของเราเอง" เรื่องมีอยู่ว่า...


ฉันควานหามือถือในกระเป๋าขึ้นมาดูเวลา เกือบสามทุ่มแล้ว คงสมควรจะปิดร้านแล้วสินะ ลูกค้าคงไม่มาแล้ว พอพูดถึงมือถือก็นึกได้ว่า เออ! เนอะ เดี๋ยวนี้มีอะไรก็ต้องพึ่งมือถือ ฟังเพลง อัดเสียง ถ่ายภาพ อัดวีดิโอ จดบันทึก คิดเลข เล่นเกม แล้วก็ดูเวลานี่แหละ มิน่าวันไหนขาดมือถือรู้สึกว่าขาดอะไรไปสักอย่าง แม้ไม่ได้สำคัญกับใจนัก หากไม่ต้องรอคอยเสียงตามสายจากใคร แต่ก็รู้สึกได้ว่าขาดสิ่งอำนวยความสะดวก เอาละ! คิดไปสะระตะ วกกลับเข้ามาเรื่องของเวลาในราตรีกาลของฉันวันนี้ดีกว่า



กำลังจะดึงปลั๊กไฟป้ายหน้าร้านที่จะแสดงว่าตอนนี้หยุดบริการแล้ว ก็มีแสงไฟจากรถยนตร์ที่กำลังเข้ามาจอดที่หน้าร้าน ฉันจึงชะงักยับยั้งมือที่กำลังจะดึงปลั๊ก พอไฟหน้ารถดับชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในร้าน ฉันก็พูดไปตามประสาแม่ค้าว่า "สวัสดีค่า เชิญค่ะ" เขายิ้มขรึมๆ ตอบว่า "สวัสดีครับ เอ่อ! โทษนะครับผมเห็นว่าที่นี่เป็นร้านอาหาร แต่เห็นมีต้นไม้เยอะ ไม่แน่ใจว่าขายต้นไม้ด้วยมั๊ยครับ" เขาก็เหมือนกับลูกค้าหลายๆ คน ที่สับสนว่าร้านฉันจะเป็นร้านอะไรกันแน่ ด้วยความที่มันเป็นรูปแบบอิสระ ฉันตอบว่า "ค่ะ หาต้นอะไรอยู่หรือเปล่าคะ" เขาตอบมาว่า "ครับ ผมอยากได้ต้นจำปีแขก" ฉันออกจะแปลกใจหน่อยๆ ไม่ค่อยเห็นผู้ชายมาถามหาต้นไม้แบบนี้ แต่ก็ตอบไปว่า "ไม่มีค่ะ แต่หากรอได้ เอาไว้ได้ไปรับต้นไม้มาเพิ่มจะหามาให้ค่ะ อยู่แถวนี้หรือเปล่าคะ" เขาตอบว่า "เปล่าครับ ผมมาจากบางนา มาทำธุระกับเพื่อนแถวนี้ เขาอยากจะมาดูบ้าน ผมเลยมาเป็นเพื่อน เมื่อกลางวันผมก็ผ่านที่ร้านแล้วรอบนึง ก็กะว่าเดี๋ยวต้องมาแวะ แต่ก็ค่ำไปหน่อยน่ะครับ" ฉันจึงบอกเขาว่า "จำปีแขกไม่ใช่ต้นไม้หายากนัก คุณลองหาที่ต้นไม้ร้านใกล้ๆ ที่บ้านดูค่ะ" เขาบอกว่า "อ้อ! ครับ อืม ไม่ให้เสียเที่ยวผมทานอาหารละกันครับ ยังสั่งได้อยู่หรือเปล่าครับ" ฉันจึงบอกว่าได้ค่ะ แล้วเขาก็จัดการสั่งอาหารสักสองสามอย่าง ระหว่างที่นั่งรอ ด้วยความที่ยังคาใจ อดสงสัยไม่ได้ จึงถามเขาไปว่า "ชอบต้นจำปีแขกเหรอคะ ทำไมถึงชอบ" เขาไม่ตอบคำถามทันที นั่งดูตาลอยๆ สักพัก จนฉันไม่แน่ใจว่าเขาอยากจะตอบหรือเปล่า จึงรีบชิงบอกไปว่า "ไม่เป็นไรนะคะ ไม่ต้องตอบก็ได้ แค่ลองถามดูน่ะค่ะ ว่าทำไมชอบต้นนี้" เขารีบตอบว่า "ไม่ใช่ไม่อยากตอบนะครับ แต่กำลังคิดว่าจะอธิบายยังไงดี คืออย่างนี้ครับ" แล้วเขาก็เริ่มพูดยาวถึงความเป็นมาในการตามหาต้นจำปีแขก เขาเล่ามาตามที่ฉันลำดับความได้ก็มีว่า

"ก่อนหน้านี้ ผมมีแฟนคนหนึ่งครับ จะว่าไปก็ถือว่ารักกันมากนะครับ เธอเป็นเพื่อนของเพื่อนผมอีกที ตอนแรกที่รู้จักกันก็ไม่คิดว่าจะรักกันนะครับ เราเป็นเพื่อนกันธรรมดา ตอนนั้นผมเพิ่งอกหักจากแฟนเก่า แฟนเก่านั้นผมรักเขามาก เป็นรักสุดๆ ครั้งแรกในชีวิตผม ตั้งแต่ตอนผมเรียนป.ตรี เธอสวยและมีเสน่ห์ มีคนจีบเธอเยอะ แต่เธอเลือกผม เราก็คบๆ กัน แต่ตอนจบมาทำงานแล้ว เธอก็ได้ทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง พอผมจบผมก็คิดว่าจะตั้งหน้าตั้งตาสร้างครอบครัวกับเธอ ทำให้มีกำลังใจในการทำงาน แต่จู่ๆ เขาก็มาขอเลิกกับผม ผมยังงงจับต้นชนปลายไม่ถูก เธอก็ไปจากผมแล้ว โดยที่ผมยังไม่มีโอกาสรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เดาเอาว่าเธอคงมีแฟนใหม่ ตอนนั้นผมเสียใจมากถึงขนาดเรียกว่าเข็ด ต่อมาผมก็มาเจอแฟนคนใหม่ที่พูดถึงนี้แหละ แรกๆ ที่รู้จักก็ไม่คิดว่าจะเป็นแฟนกัน แต่เธอเป็นคนดีครับ ดีจนผมรู้สึกว่าตั้งแต่ผมมีเธอเป็นเพื่อนผมรู้สึกว่าชีวิตผมสงบดีมันบอกไม่ถูก ผมรู้จักเธอมาสองปีก็รู้สึกว่าเป็นแฟนกันแล้ว จนผ่านไปสี่ปีผมกับเธอก็เป็นแฟนกันสมบูรณ์แบบ เธอมาใช้ชีวิตกับผมโดยผ่อนคอนโดอยู่ เราไม่ได้แต่งงานกัน ผมบอกไม่ถูกรู้สึกว่าอยากใช้ชีวิตแบบนั้น เธอก็ยังไม่อยากให้เราแต่งงานเป็นเรื่องเป็นราวในตอนนี้ มันเหมือนกับเราเห็นต้องคล้องกัน พ่อแม่เธออยู่ต่างประเทศครับ เธอจึงคิดว่าเธอสามารถจัดการชีวิตตัวเองได้ในเวลานี้ และเธอก็เป็นผู้ใหญ่มีความรับผิดชอบ เราตกลงใจมาอยู่ร่วมกันเพื่อดูใจไปสักพัก ตอนที่มาอยู่ด้วยกันใหม่ ตอนนั้นผมก็เริ่มหาสิ่งใหม่ๆ ให้ชีวิต จริงๆ แล้วพ่อแม่ก็พอจะมีสตางค์ให้ผมเก็บอยู่บ้าง แต่สุรุ่ยสุร่าย เงินก็หายไปเยอะ ผมไปลงทุนทำผับกับเพื่อนในตอนนั้น ลงทุนกับการตกแต่งไปเยอะ พอเปิดจริงๆ แรกๆ ก็เข้าเนื้อมาก จนไม่ไหว แต่ด้วยความที่ไม่อยากปิดตัวไป ผมก็ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนสู้ไป แล้วแฟนผมก็ช่วย ช่วยจนเรียกได้ว่ามีเท่าไหร่เธอให้หมด ขนาดขายรถให้ผมด้วย รถเธอยังใหม่ๆ พ่อแม่เธอซื้อให้ไม่นาน แต่เราก็คิดว่าเราใช้รถผมคันเดียวก็พอ" คิดว่าตอนนั้นฉันคงทำหน้างงเล็กน้อย เขาจึงเดาคำถามในใจฉันได้ว่า "ทำไมเขาไม่ขายรถของเขาเอง?" เขาจึงชิงตอบก่อนว่า "พอดีรถผมมันขายไม่ได้ครับ พ่อผมซื้อให้ยังเป็นชื่อเขาไม่ได้โอน และการพูดกับพ่อมันก็ยากมากๆ แฟนผมจึงตัดปัญหาช่วยผมแก้สถานการณ์ก่อน" แล้วเขาก็เริ่มเล่าต่อไปว่า "หลังจากกู้สถานการณ์มาด้วยความลำบาก เธอก็เป็นเพื่อนเคียงข้างผมมาตลอด อ้อ! ผมเกือบลืมเล่าไปครับว่า ตอนที่เธอมาอยู่กับผมใหม่ๆ ปกติเธอจะเป็นคนที่ชอบต้นไม้มาก อยู่บ้านเธอก็ชอบปลูก โดยเฉพาะไม้หอมไทยๆ แต่มาอยู่คอนโดกับผมก็ลำบากหน่อย แต่เธอก็ยังปลูกได้อีก เธอปลูกในกระถาง ไว้ตรงระเบียงห้อง ผมจำได้เธอปลูกต้นจำปีแขกเป็นพุ่ม เธอบอกว่ามันปลูกในกระถางได้ และมีดอกหอม ตอนมันออกดอกเธอชวนผมไปชื่นชมบ่อย แต่ผมเป็นคนที่ไม่สนใจเอาเสียเลย ก็เออออกับเธอไปตามเรื่อง เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาได้เกือบสองปี ไม่เคยมีปัญหา ไม่หวือหวา แต่ก็ไม่ได้มีความขัดแย้งอะไร และผมก็คิดว่าชินกับการมีเธออยู่เป็นเพื่อนเคียงข้างแล้ว แต่แล้วคงจะเป็นกรรมของผมเอง จู่ๆ แฟนเก่าที่เคยทิ้งผมไปก็กลับมาหาผมอีกครั้ง ผมไม่รู้ว่าผมลืมแฟนปัจจุบันไปเมื่อไหร่ รู้แต่ว่าผมหลงแฟนเก่าผมเอามากๆ อีกครั้ง เธอบอกว่าเธอไม่มีใครและรู้แล้วว่าเธอต้องการผม ความรู้สึกเก่าๆ มันกลับมาหาผม จนถึงขนาดว่าผมมีความคิดว่าทำยังไงแฟนคนปัจจุบันถึงจะไปจากผม ผมไม่สามารถบอกเธอตรงๆ ได้ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเธอไม่ผิดอะไร แต่หากเทียบความรู้สึก ความต้องการที่อยากจะใช้ชีวิตกับแฟนเก่ามีมากเหลือเกิน เพราะก่อนที่เธอจะจากไปเราเป็นแค่เพียงแฟนกันธรรมดา และผมเคยคิดจะสร้างครอบครัวกับเธอ เรื่องมันยุ่งจนถึงที่ว่าผมได้เสียกับแฟนเก่าแล้ว ทำให้ความพยายามที่จะเลิกกับแฟนคนปัจจุบันมีมากขึ้น ผมเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าแฟนคนปัจจุบันรู้ว่าผมกลับไปหาแฟนเก่า แต่เขาไม่พูด ไม่โวยวาย และยังดีกับผมปกติ ผมรู้สึกอึดอัดจนทนไม่ไหว วันหนึ่งผมบอกเธอว่า ผมรู้สึกว่าตอนนี้บรรยากาศของเราไม่เหมือนเดิม ผมคิดดูแล้วว่าอยากให้เธอลองห่างผมไปสักพัก เพื่อที่ผมจะได้ถามใจตัวเองว่าต้องการอย่างไรกันแน่ และเผื่อว่าถ้าเขาไปจากผมแล้วเขาจะรู้สึกว่าชีวิตเขาสบายขึ้นไม่มีพันธะ หรือภาระใดๆ ผมคิดว่าผมไม่ได้ดีกับเธอพอ ผมก็ไม่สบายใจ แล้วเมื่อเราห่างกันไปสักพักแล้ว เราค่อยมาตัดสินใจกันอีกครั้งว่าเรายังอยากอยู่ด้วยกันหรือไม่ น่าแปลกนะครับที่เธอไม่โวยวาย ไม่ต่อว่าอะไร ไม่พูดอะไรสักคำ มีอย่างเดียวที่ทำให้ผมรู้ว่าเธอรู้สึกเจ็บช้ำก็คือ น้ำตาเธอไหลตลอดเวลาที่เธอนั่งนิ่งๆ เป็นชั่วโมง ผมก็อึดอัดเหมือนจะบ้าตาย รู้สึกผิดและสับสน แต่ก็ทำไปแล้ว แล้วผมก็ขับรถออกจากคอนโดไป คืนนั้นผมก็ไม่ได้กลับ ไปค้างกับแฟนเก่า พอวันต่อมาที่ผมกลับเข้ามา แฟนผมเขาก็ไปแล้ว ผมก็ใจหายวาบตอนที่เห็นจดหมาลาของเธอ เธอบอกว่า...

คงถึงเวลาที่ฉันต้องไปแล้ว ฉันไม่ได้ไปเพราะอยากไป แต่คุณขอให้ฉันไป ตลอดเวลาที่ฉันอยู่กับคุณ ความทุกข์ก็คงมี แต่ฉันมีความสุขมากกว่าเพราะฉันรักคุณ การที่คุณกลับไปคืนดีกับแฟนเก่าฉันก็รับรู้ ถามว่าเจ็บมั๊ยก็เจ็บ แต่ฉันก็ทนได้ เพราะคิดไปว่าความรักที่มีต่อคุณมันอาจจะทำให้คุณกลับมาเหมือนเดิมได้ แต่เมื่อคุณเป็นคนเอ่ยปากออกมาให้ฉันไปจากชีวิตคุณ ความอดทนของฉันมันก็สิ้นสุด แม้ฉันจะตัดสินใจจะไปแต่หากถามว่าฉันยังรักคุณมั๊ยฉันก็ยังรักเหมือนเดิม แต่ให้คิดว่าสักวันเราจะกลับมาอยู่ด้วยกันได้ใหม่มั๊ย ฉันมีคำตอบให้กับตัวเองว่าไม่แน่นอน และก็เป็นคำตอบที่ฉันให้กับคุณด้วยว่า ไม่มีคำว่า เผื่อวันข้างหน้า มีแต่วันนี้ที่เรารับรู้กันว่ามันจบแล้ว มีอีกเรื่องที่ฉันอยากบอกคุณก็คือ ฉันเสียใจที่คุณไม่กล้าหาญพอที่จะบอกกับฉันว่า ที่คุณอยากให้ฉันไปเพราะคุณไม่รักฉันแล้ว คุณมีคนที่คุณรักอยู่เต็มหัวใจจนไม่มีที่ว่างจะให้ฉันอยู่ แต่อย่างไรก็ขอให้คุณโชคดีและสมหวังในสิ่งที่ต้องการ...

ครั้งแรกที่ผมได้อ่านจดหมายเธอ ผมก็ใจหายบอกไม่ถูก แต่เมื่อคิดถึงแฟนเก่าที่จะต้องใช้ชีวิตด้วยมันก็ตอบตัวเองว่า นี่คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับผม แล้วผมก็ได้ใช้ชีวิตกับแฟนเก่าที่คอนโดของผม เวลาผ่านไปจะว่าไปผมก็รู้สึกว่ายิ่งนับวันผมก็ยิ่งลืมแฟนที่จากไปไม่ได้ ผมรู้สึกว่าชีวิตผมร้อนขึ้นทุกวัน ผมไม่สามารถบรรยายได้ว่าเป็นอย่างไร แต่บรรยากาศมันต่างกันลิบกับตอนที่แฟนผมคนนั้นยังอยู่ ผมเริ่มรู้สึกเป็นทุกข์ เมื่อผมเริ่มมองเห็นแฟนเก่าที่อยู่ด้วยนี้ในมุมมองที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่คิดว่าเธอจะเป็นแบบนี้ เอาเป็นว่าผมเพิ่งรู้ว่าการใช้ชีวิตคู่ที่ไม่สุขสงบเป็นอย่างไร ผมเริ่มเป็นทุกข์มาก ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งคิดถึงแฟนเก่า ผมตามหาเธอตลอด แต่ไม่มีใครให้ข้อมูลเกี่ยวกับเธอเลย งานที่เธอทำอยู่เธอก็ลาออกไปแล้ว ผมเอาจดหมายลาของเธอมาอ่านซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง ยิ่งอ่านยิ่งเจ็บปวดใจ นึกเสียดายและเจ็บใจตัวเองที่ปล่อยให้เธอเดินไปจากชีวิตผม วันนี้ที่ผมมาหาต้นจำปีแขกเพราะผมคิดถึงเธอ ผมเพิ่งรู้สึกว่าผมอยากปลูกต้นจำปีแขกไว้ตรงที่ระเบียงอีก อย่างน้อยก็จะได้รู้สึกอุ่นใจ หากผมต้องกลับเข้าห้องไปแล้วรู้สึกว่ายังมีเงาของเธออยู่ ตอนนี้ผมรู้สึกเดียวดายมากแม้ว่าแฟนเก่าจะยังอยู่กับผมก็ตาม.....

ฉันได้สนทนากับเขาสักพักในรายละเอียดของความเห็นต่างๆ เมื่อถึงเวลาเขากลับแล้ว ฉันก็คิดว่าเข้าใจความรู้สึกของเขา คนเราก็อย่างนี้ รู้สึกเสียดายเมื่อต้องสูญเสียสิ่งนั้นไปแล้ว ในขณะที่มีอยู่ไม่รู้จักรักษา จิตใจคนเราดูเหมือนจะบอบบาง ในเวลาอ่อนแออาจจะเจ็บจนไม่สามารถกระทบได้ แต่เมื่อยามต้องทนก็ดูแข็งแกร่งอยางไม่น่าเชื่อ

1 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อ่านแล้ว ส่งให้เพื่อนๆ อ่านด้วยค่ะ
ต่างก็พูดเหมือนกันว่า จะร้องไห้
ก็คงจะดีถ้าได้รู้ตัวว่ากำลังจะทำสิ่งผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงกับชีวิต และเรียกกลับคืนมาไม่ได้
มีเหตุการณ์ชีวิตคล้ายๆ กันเหมือนกันค่ะ
แต่เลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง ... แล้วตอนนี้
ก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่ทีใหน และมองหาแบบไม่มีจุดหมายในบางครั้ง แต่ก็ขอบคุณทุกครั้งที่วันหนึ่งเราได้พบเขา
แม้อาจจะไม่ได้พบอีก และไม่มีวันเวลานั้นอีกก็ตาม...ขอบคุณเสมอค่ะ